เสวนาD-M0ve ซัด 4 ปี คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชน

“เสวนาD-M0ve”ซัด 4 ปี คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทิ้งมรดกกลไก-ก.ม.ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน-สถาปนากระบวนการยุติธรรมลายพราง ด้าน “นักวิชาการ” เหน็บคณะนิติศาสตร์เงียบกริบ เมินปัญหา เหตุโดนดูดร่วมวงอำนาจนิยม

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลา 10.00  น. ที่ห้องประชุมริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  จัดเสวนาวิชาการ  D-M0ve โดยในงานมีการเสนอรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรอบ 4 ปี โดย น.ส.พูลสุข พูลสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลและทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้คสช. 4 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกรายงานตัวปรับทัศนคติ ข่มขู่คุกครามและติดตามอย่างน้อย 1,138 คน ปิดกันแทรกแซงการทำกิจกรรม อย่างน้อย 264 กิจกรร  ปิดกั้นการแสดงออกและการชุมนุม 66 กลุ่ม คดีที่ถูกดำเนินคดีข้อหาทางการเมืองอย่างน้อย 378  คน ถูกดำเนินคดีจากพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะอย่างน้อย 214 คน ถูกดำเนินคดี ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตารา 116 อย่างน้อย 92 คดี พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 1,886 คดี  และ2,408  ราย  ถูกร้องเรียนว่ามีการทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหาร อย่างน้อย 18 คน 

น.ส.พูลสุข กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นผลพวงตกค้างของการรัฐประหารครั้งนี้ แม้คสช.ไปแล้วแต่มาตรการต่างๆ และกลไกในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่จะอยู่แค่ 4ปี แต่ อาจจะใช้เวลา 10 ปี 30 ปี เพราะทุกวันนี้เรายังใช้ประกาศของคสช.อยู่ ซึ่งจะต้องมีการจัดการหลังคสช.ถูกเปลี่ยนไป โดยต้องแยกทหารออกจากพลเรือน ภายใต้ทหารที่เข้าไปอยู่ในโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส.ว.ชุดแรก คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนั้นเห็นว่าควรให้มีการทบทวนกฎหมายที่ออกในยุครัฐบาล คสช. โดยรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งแรกที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะมาตรา 265 และ 279 ที่ออกมารับรองอำนาจ คสช. รวมถึงประกาศคำสั่งของคสช. และกฎหมายที่ออกมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจรัฐประหาร

จากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง “นิติรัฐที่พังทลายและก้าวใหม่หลังคสช.” โดยนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล  อ.คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า  4 ปี ของคสช. หลังรัฐประหารปี  2557 การต่อสู้ในสนามแย่งอำนาจเป็นรูปธรรม ไม่ใช่การจะได้ประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้เรื่องคดีต่างๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไร  และได้ล้มระบบต่างๆ ทั้งนี้ตนมองว่าไม่ใช่ระบบนิติรัฐที่พังทลายลง  แต่ยังพบว่า มีกลุ่มที่หายสาบสูญไป คือสภาทนายความ ทนายอาวุโส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาบันการศึกษากฎหมายใหญ่ๆ ทั้งนี้ตนไม่อยากโยนความผิดให้คสช. แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความอ่อนแอในสังคมไทย จากการที่ คสช. มีการออกคำสั่งและสนช.ออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)รวมกันกว่า 800 ฉบับใน 4 ปี ทั้งที่ตั้งแต่เปลี่ยนจากปกครองจนถึงปี 2557 มีการออกพ.ร.บ.ประมาณ 700 ฉบับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คสช.สร้างอำนาจนิยมในสังคม ทำให้นิติรัฐพัง  โดยฝังอยู่ในระบบราชการและสภาบันศึกษากฎหมาย 

 “4 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นวิสามัญมรณะ มีการตายภายใต้หน่วยงานรัฐโดยไม่มีการรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม  มีคำถามว่า เมื่อ คสช.เข้ามา เหตุใดสถาบันการศึกษาใหญ่ๆ จึงเงียบสนิท ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่ความกลัว หรือการต้องการอยากเป็นใหญ่เป็นโต แต่เป็นการเชื่อมต่อระบบอำนาจนิยม ด้วยการสร้างเครือข่าย เพราะเมื่อ คสช.ต้องการใช้นักกฎหมาย ก็ต้องเรียกใช้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ไปเป็นเครือข่ายเนติบริกร จึงทำให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยเฉพาะคณะนิติศาสตร์ ไม่อยากพูด ขออยู่เงียบๆ ดีกว่า จึงทำให้นิติรัฐในสังคมไทยพังทลาย และเห็นว่าอำนาจ คสช.เปราะบางมาก ในอนาคตเมื่อมีการผลัดเปลี่ยน จะเกิดการเรียกร้องจากสังคมที่ไม่เอาซากเดน คสช.”นายสมชาย กล่าว

ขณะที่น.ส.เยาวลักษณ์  อนุพันธ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า 4 ปีของคสช. การละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทำโดยกฎหมาย ประชาชนกลายเป็นเป้าหมาย โดยคสช.ใช้ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ในการจัดการกับประชาชน ซึ่งคสช.สถาปนากระบวนการยุติธรรมลายพรางกับพลเรือน ขณะนี้ที่ศูนย์ฯ มีคดีอยู่ในมือ 151 คดี และมีลูกความถูกดำเนินคดี 300 กว่าราย  แสดงว่าประชาชนกำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยกฎหมายทั้งเก่าและใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่สั่งคุมขังประชาชนได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องตั้งข้อหาหรือแม้กระทั่งการห้ามมั่วสมทางดารเมืองเกิน 5 คน และมาตรา 116  ห้ามยุยงปลุกปั่น ที่ คสช.ใช้เป็นเครื่องมือปิดปากไม่ให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น.